เปิดเวบเมื่อ 15/08/2551
ปรับปรุงเวบเมื่อ 08/11/2018
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 407









บทความ
การเปลี่ยนแปลงของตลาดหนังสือเล่ม (พ็อคเก็ตบุ๊ก) (อ่าน 773/ตอบ 0)
          หนังสือเล่ม หรือพ็อคเก็ตบุ๊ก เป็นรูปแบบการผลิตเผยแพร่สิ่งตีพิมพ์ในลักษณะหนึ่ง คือพิมพ์เป็นรูปเล่มกะทัดรัด พกพาสะดวก ในรูปเล่ม 16 หน้ายก เนื้อหามีหลายประเภท เช่น เป็นนวนิยาย สารคคี จิตวิทยา ธุรกิจ การบริหาร วิชาการ กระทั่งข้อคิดเชิงศาสนา ปรัชญา การพัฒนาความรู้ภูมิปัญญา เป็นต้น ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของหนังสือแนวนี้ คือวางตลาดตามความสะดวก แล้วแต่สำนักพิมพ์แต่ละแห่งผลิตแล้วเสร็จเมื่อไร ผ่านร้านค้า (outlet)ในกรุงเทพมหานคร และตัวเมืองต่างจังหวัด เป็นรูปแบบการผลิตที่ปรากฏในธุรกิจสิ่งพิมพ์ของไทยนานแล้ว นับย้อนไปได้ถึงช่วงสมัยที่ “การพิมพ์” ด้วยระบบเครื่องจักรเกิดขึ้นและขยายตัว ตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่4เป็นต้นมา โดยแตกหน่อต่อสายจากรูปแบบของนิตยสาร หนังสือพิมพ์

          อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่รูปแบบการผลิตนี้เด่นชัดเป็นรูปเป็นร่าง เป็นธุรกิจชัดเจน มีสำนักพิมพ์จัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ คือช่วง พ.ศ. 2480เป็นต้นมา ช่วงแรกของเส้นทางหนังสือเล่มนี้ เน้นเนื้อหานวนิยายไทย คติธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ไทย ความรู้ สารคดี วิชาการแขนงต่างๆ เรื่องแปลอิงประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีน และงานแปลจากตะวันตกบ้าง สำนักพิมพ์ที่โดดเด่นมีอาทิเช่น วัฒนานุกูล เพลินจิตต์ ประพันธ์สาส์น ประมวลสาส์น 
โอเดียนสโตร์ คลังวิทยา ผดุงศึกษา บันดาลสาส์น บรรลือสาส์น  บูรพาสาส์น บรรณาคาร และเกษมบรรณกิจ เป็นต้น

          ช่วง พ.ศ. 2515-2519 เป็นช่วงที่นิสิตนักศึกษาตื่นตัวทางการเมือง กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ช่วงนี้การผลิตหนังสือเล่มหรือพ็อคเก็ตบุ๊ก ขยายตัวค่อนข้างมาก ทั้งในแนววิจารณ์การเมืองการปกครอง วรรณกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน แนวลัทธิเศรษฐกิจการเมือง เกิดสำนักพิมพ์ซึ่งจัดองค์กรโดยนิสิตนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆหลายแห่ง จัดพิมพ์จำหน่ายหนังสือหารายได้เป็นทุนจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมส่วนรวม กระทั่งต้องสะดุดหยุดลงเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 2519

          หลัง พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา ตลาดหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่คุณภาพใหม่ เน้นแนวคิดเชิงมนุษยธรรม แนวสาระบันเทิง ธุรกิจบริหาร การพัฒนาตน มีการแปลนวนิยายจากซีกโลกตะวันตกมากขึ้น ธุรกิจสำนักพิมพ์และร้านค้าปลีกเน้นการขยายตัวโดยการพัฒนาด้วย “ทุน” เพื่อครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากขึ้น

          ช่วง พ.ศ. 2537-2538 ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มีผลบังคับใช้ มีการเปลี่ยนแปลงสารัตถะบางส่วนในเรื่องงานแปล (ดัดแปลง) ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัว การวิพากษ์วิจารณ์งานแปลยุคก่อนหน้านี้ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ประพันธ์ เพราะไม่ได้ขออนุญาต สำนักพิมพ์หลายแห่งหวาดกลัวต่อข้อครหานี้ในเชิงไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญา และอาจกลายเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ง่ายโดยการถูกฟ้องคดี จึงใช้วิธีจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศทุกกรณีทั้งเรื่องแปลเก่าและแปลใหม่ บรรยากาศของวงการหนังสือเล่ม ถูกครอบงำโดยความคิดดังกล่าว โดยแทบไม่คำนึงว่า สารัตถะในส่วนของงานแปล (ดัดแปลง)ในพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งมีผลบังคับใช้ก่อน พ.ศ. 2537 นั้น เปิดโอกาส หรือเงื่อนไขให้คนไทยนำต้นฉบับภาษาต่างประเทศมาแปลโดยไม่ต้องขออนุญาตหรือไม่อย่างไร และกรณีงานแปลก่อน พ.ศ. 2537 มีเรื่องใดอาจเข้าข่าย
ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เพราะอะไร  อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับงานแปลที่เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2537 โดยเฉพาะงานในกลุ่มเบสต์เซลเลอร์ ก็เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนและคึกคักหนาตาแทบเป็นกระแสครอบงำบรรยากาศการอ่านในขณะนั้น เช่นการแปลงานของแดน บราวน์ เจ.เค.โรลลิง เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มีการแปลงานจากซีกโลกตะวันออกอย่างหนาตาเช่นกัน โดยเฉพาะงานจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สัดส่วนหรือมวลส่วนใหญ่ของตลาดหนังสือเล่มช่วงนี้ เป็นของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ซึ่งมีทุนและมีเครื่องมือทางการผลิต การจัดจำหน่ายครบวงจรอย่างเห็นได้ชัด หนังสือเล่มแนวเสริมสร้างความคิดภูมิปัญญา ประสบปัญหายอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มหนังสือที่ขายดีและตลาดขยายตัวบ้างบางแนวเช่น แนวนวนิยายโรมานซ์ นวนิยายกุ๊กกิ๊กวัยรุ่นหนุ่มสาว การ์ตูนแปล เป็นต้น

          ปรากฏการณ์ซึ่งส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งยวดต่อตลาดหนังสือเล่มคือ ช่วงหลังทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ระบบโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต สมาร์ทโฟน ขยายตัวเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าสู่ยุคดิจิตอลออนไลน์ 3G 4G ในปัจจุบัน คนอ่านหนังสือเล่มจำนวนไม่น้อย เริ่มหันไปอ่านจากจอสกรีนหรือ e-book แทน รวมทั้งก่อเกิดสภาพการใช้เวลา ทั้งเวลาว่าง เวลาเรียน เวลาทำงาน อยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย และเล่มเกมออนไลน์ ชนิดพลิกพฤติกรรมของคนในสังคม แตกต่างจากแต่ก่อนที่มีเวลาและใช้เวลากับการอ่านหนังสือจากหน้ากระดาษ สภาพดังกล่าว บ่งบอกชัดเจนว่า จำนวนคนอ่านหนังสือโดยเฉพาะแนวเสริมสร้างความคิดภูมิปัญญา แนวกึ่งวิชาการ ลดน้อยถอยลงจากช่วงแรกของทศวรรษ 2540 ย้อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด ร้านจำหน่ายหนังสือในตัวเมืองจังหวัดต่างๆ ทยอยปิดตัวเองร้านแล้วร้านเล่าเพราะยอดขายหดหาย ผลประกอบการทรุดต่ำลง ลามมาถึงร้านค้าปลีกในกรุงเทพมหานครที่เป็นหับห้องคูหา และเป็นแผงตามตึกแถวริมถนนย่านชุมชน มีการปิดตัวหลายแห่งเช่นกัน บางแห่งยังบานปลายไปถึง การไม่ชำระหนี้สิน โดยมีข้ออ้างสารพัด เดือดร้อนถึงสำนักพิมพ์ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

          ประมาณการว่าใน ปี 2558 เป็นต้นไป จะมีสำนักพิมพ์ล้มเลิกกิจการเพิ่มมากขึ้น เพราะผลิตไปก็ไม่มีร้านค้า (outlet)ให้วางจำหน่ายมากเหมือนเมื่อก่อน ผลิตไปก็มีจำนวนคนอ่านน้อยกว่าจำนวนจำหน่ายระดับจุดคุ้มทุน มีการคาดคะเนว่า ต่อไป หนังสือแนวเสริมสร้างความคิดภูมิปัญญา แนวสารัตถะวิชาการจะพิมพ์ครั้งแรกหรือครั้งต่อไปได้
ไม่เกิน 1,000 เล่มต่อครั้งเท่านั้น โดยยังต้องเสี่ยงต่อไปว่า จำนวน1,000เล่มจะจำหน่ายหมดหรือไม่ หรือในเวลากี่ปี

          การปรับตัวของสำนักพิมพ์ ทั้งในแง่วิธีคิด วิธีเลือกผลิต เลือกการผลิต การลดค่าใช้จ่าย ลดขนาดองค์กร และการจัดรูปจัดระบบช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ เป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
ครั้งใหญ่ของธุรกิจหนังสือเล่มอย่างแท้จริง


          สำนักพิมพ์ที่จะยืนยงคงอยู่ได้ จึงต้องทำงานหนัก ทั้งการพัฒนาคุณภาพผลงาน และการตอบสนองความมุ่งหวังความต้องการของผู้อ่านในฐานะลูกค้าได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ อย่างไรก็ตาม หากกระทำถึงขนาดนี้แล้ว สภาพของตลาดยัง “ปิด” ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หรือถูกภาวะเศรษฐกิจถดถอยกระหน่ำซ้ำเติม การเว้นวรรคยาวๆ ของสำนักพิมพ์ที่ประกอบธุรกิจหนังสือเล่มหรือพ็อคเก็ตบุ๊ก ก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้น